Mitr Phol Group Sustainability

Edit Template

ผู้มีส่วนได้เสียหลัก : ผู้ถือหุ้น พนักงาน ชุมชน ลูกค้าและผู้บริโภค ภาครัฐและองค์กรภาคประชาสังคม

เพราะการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม มิตรผลจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ซึ่งครอบคลุมการควบคุมมลพิษ การบริหารจัดการน้ำ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความรับผิดชอบ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างสมดุลระหว่างการดำเนินธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืนในระยะยาว

เป้าหมายและผลการดำเนินงานของปี พ.ศ.2568

ตัวชี้วัด
เป้าหมาย
ผลการดำเนินงาน
การร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมในระดับรุนแรงมาก*
ไม่มีข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมในระดับรุนแรงมาก*
ไม่มีข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมในระดับรุนแรงมาก*
การใช้น้ำ (Water Consumption) เมื่อเทียบกับปีฐาน พ.ศ. 2565
ลดลงร้อยละ 4 ต่อปี
เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.50** จากปีฐาน
*ระดับรุนแรงมาก หมายถึง มีการต่อต้านจากสังคมอย่างรุนแรงและลุกลามเป็นกลุ่มใหญ่ จนอาจต้องเข้าสู่กระบวนการวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือมีหนังสือสั่งให้หยุดการดำเนินการตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535
**ปริมาณการใช้น้ำเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการขยายธุรกิจ

แนวทางการบริหารจัดการ

คณะกรรมการบริษัทกำหนดให้มีนโยบายความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อจัดทำมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง แก้ไข และการตรวจสอบระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม โดยในทุกโรงงานมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการขับเคลื่อนนโยบาย ประเมินประเด็นและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงดำเนินการให้ความรู้และรณรงค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง โดยจัดประชุมคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.) ร่วมกับฝ่ายบริหารของโรงงานทุกเดือน นอกจากนี้ยังจัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มธุรกิจ เพื่อติดตามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง อีกทั้งมีการจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีสำหรับโรงงานขนาดใหญ่และคณะกรรมการร่วมกับชุมชนสำหรับโรงไฟฟ้าขนาดไม่เกิน 9.9 เมกะวัตต์ โดยคณะกรรมการประกอบด้วยตัวแทนจากฝั่งโรงงาน ภาครัฐและชุมชน เพื่อร่วมหารือ รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ

บริษัทได้บริหารจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากลสำหรับระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (Environmental Management System หรือ EMS) หรือ ISO 14001 ซึ่งครอบคลุมการกำหนดนโยบาย วางแผน ประเมินความเสี่ยง กำหนดมาตรการป้องกันและบรรเทา รวมถึงทบทวนและปรับปรุงการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริษัทสามารถป้องกันความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเหมะสม สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสีย โดยบุคคลกรมิตรผลมีบทบาทหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อม มีดังนี้

การจัดการน้ำ

น้ำใช้

กำหนดให้มีการวิเคราะห์ผลกระทบ (Impact) ของการใช้น้ำ (Water Usage) และความพึ่งพาน้ำ (Dependency) ของกิจกรรมทางธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำผ่านการใช้เครื่องมือที่เรียกว่า ENCORE (ENsemble for CO-Re-Analysis) รวมถึงการประเมินความเสี่ยงด้านความพอเพียงของน้ำ (Water Availability) และความเสี่ยงด้านคุณภาพของน้ำ (Water Quality) ด้วยเครื่องมือ WWF Biodiversity Risk Filter (WWF BRF) เพื่อให้บริษัทสามารถป้องกันและเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านน้ำที่มีต่อธุรกิจ พร้อมวางแผนบริหารจัดการอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ บริษัทยังศึกษาผลกระทบของปรากฎการณ์เอลนีโญและลานีญาที่มีต่อผลผลิตอ้อย ผ่านการพิจารณาผลพยากรณ์หยาดน้ำฟ้า (Precipitation) และปริมาณน้ำฝน (Rainfall) ของกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อประเมินความพอเพียงของน้ำและพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการน้ำในไร่ได้อย่างเหมาะสม (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน บทการจัดการไร่)

น้ำเสีย

ระบบบำบัดน้ำเสียแบบตะกอนเร่ง (Activated Sludge) ของอุทยานมิตรผลภูเขียว สามารถนำน้ำที่บำบัดแล้วหมุนเวียนกลับมาใช้ได้มากกว่า 5,000 ลบ.ม./วัน

บริษัทกำหนดให้มีการบำบัดน้ำเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตด้วยระบบที่เหมาะสม เช่น ระบบบําบัดน้ำเสียแบบ UASB (Upflow Anaerobic Sludge Blanket) ระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อผึ่ง (Oxidation Pond) และระบบบำบัดแบบตะกอนเร่ง (Activated Sludge) เพื่อให้คุณภาพน้ำทิ้งไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นไปตามมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งของประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม และประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนมาติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียของโรงงานเป็นแบบตะกอนเร่ง (Activated Sludge) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสีย ในอุทยานมิตรผลภูเขียวและอุทยานมิตรผลด่านช้าง และในอนาคตมีแผนจะขยายการติดตั้งในโรงงานอื่นต่อไป และเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบด้านการจัดการน้ำ บริษัทได้มีการประยุกต์ใช้หลักการ 4Rs โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รายงานด้านความยั่งยืน ประจำปี 2568

การจัดการคุณภาพอากาศ

บริษัทกำหนดมาตรการจัดการคุณภาพอากาศตั้งแต่แหล่งกำเนิดไปจนถึงการแพร่กระจาย เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีการปรับมาตรการจัดการที่แตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสม โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 มาตรการหลักดังนี้

1.) การเฝ้าติดตามและพยากรณ์คุณภาพอากาศ โดยมีจัดการคุณภาพอากาศแบบเชิงรุกตามแนวคิด “รู้ก่อนชุมชน จัดการก่อนถึงชุมชน” โดยติดตั้งระบบ AERMODEL และ IoT sensors สำหรับติดตามทิศทางลม ความเร็วลม และตรวจวัดคุณภาพในพื้นที่รอบโรงงาน เช่น ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) และไม่เกิน 100 ไมครอน (PM 100) เป็นต้น ปัจจุบันโรงงานน้ำตาลและโรงงานที่อยู่ภายในพื้นที่เดียวกัน รวมถึงบริษัท พาเนลพลัส จำกัด (โรงงานหาดใหญ่) และบริษัท แม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด ได้ติดตั้งระบบแจ้งข้อมูลพยากรณ์ลมล่วงหน้า เพื่อกำหนดมาตรการลดผลกระทบตามสภาพอากาศ

นอกจากนี้บริษัทดำเนินการพัฒนาการใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศและอุตุนิยมวิทยาในการกำหนดมาตรการลดผลกระทบจากกิจกรรมต้นกำเนิดมลพิษทั้งแบบรายวันและระยะยาวเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน เช่น การเปิดสเปรย์ดักฝุ่นตามจุดเสี่ยง การเลี่ยงกิจกรรมก่อมลพิษในช่วงวิกฤติ เป็นต้น ทั้งนี้ในปี พ.ศ.2568 โรงงานน้ำตาลสิงห์บุรี ยังได้มีการนำร่องศึกษาการนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาร่วมประยุกต์ใช้ ในการพยากรณ์ลมล่วงหน้าให้มีความแม่นยำ เพื่อให้สามารถป้องกันและจัดการฝุ่นได้แม่นยำขึ้น นำไปสู่การพัฒนาระบบและติตตั้งอุปกรณ์สั่งการอัตโนมัติเพื่อจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษให้สอดคล้องกับทิศทางลม โดยใช้ค่าฝุ่นละอองเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพมาตรการป้องกันฝุ่นละออง ทำให้สามารถลดผลกระทบจากประเด็นปัญหาฝุ่นละอองได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

2.) การควบคุมและป้องกันการปล่อยมลพิษ

  • การปรับปรุงเครื่องจักรและควบคุมการเผาไหม้ โดยควบคุมการใช้เชื้อเพลิงและปัจจัยการเผาไหม้ของหม้อไอน้ำให้เหมาะสม เพื่อให้เกิดการเผาไหม้สมบูรณ์และลดมลพิษ
  • การติดตั้งตาข่าย สเปรย์น้ำ สร้างแนวกำแพงดินและแนวต้นไม้กันฝุ่น เพื่อควบคุมฝุ่นจากลานกองวัตถุดิบ
  • การติดตั้งและปรับปรุงระบบบำบัดมลพิษทางอากาศในกระบวนการผลิตไฟฟ้า เช่น การติดตั้งระบบบำบัดอากาศแบบเปียก (Wet Scrubber) ระบบควบคุมฝุ่นด้วยไฟฟ้าสถิตย์ (Electrostatic Precipitator) และระบบมัลติไซโคลน (Multicyclone) เป็นต้น ส่วนในกระบวนการผลิตวัสดุทดแทนไม้มีการติดตั้งระบบมัลติไซโคลน (Multicyclone) เพื่อดูดฝุ่นและเศษไม้กลับมาเป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต รวมถึงมีระบบบำบัดมลพิษทางอากาศด้วยเครื่องดักจับฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศประสิทธิภาพสูงแบบ Wet-ESP (Wet-Electrostatic Precipitator)
  • การใช้รถน้ำพรมถนน กำหนดเส้นทางขนส่งอ้อยและลงพื้นที่สำรวจชุมชนเพื่อหาแนวทางแก้ไขและควบคุมฝุ่นจากการสัญจรในช่วงฤดูหีบอ้อย
  • การใช้เครื่องย่อยใบอ้อยที่มีฝาครอบ พรมน้ำก่อนการย่อยและติดตั้งระบบเก็บฝุ่น (Dust Collector) เพื่อลดการกระจายตัวของฝุ่นละอองจากการย่อยใบ

3.) การตรวจวัดและติดตามคุณภาพอากาศ

  • ตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ปล่องระบายอากาศและค่าความทึบแสงของเขม่าควัน เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและเกณฑ์การfdประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
  • ติดตั้งระบบตรวจวัดการปล่อยมลพิษทางอากาศแบบต่อเนื่อง (Continuous Emission Monitoring System หรือ CEMS) ในทุกโรงไฟฟ้าชีวมวลพร้อมเชื่อมต่อข้อมูลไปยังระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยมลพิษระยะไกล Pollution Online Monitoring System หรือ POMS) ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อควบคุมค่ามลพิษทางอากาศ และตรวจสอบประสิทธิภาพของเตาเผารวมถึงกระบวนการเผาไหม้

การจัดการของเสีย

มิตรผลมุ่งพัฒนาภาคเกษตรไทยตามแนวคิด “From Waste to Value Creation” โดยนำวัสดุเหลือใช้ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อย การผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล การผลิตสารปรับปรุงดินจากกากหม้อกรอง และน้ำกากส่า เป็นต้น รวมถึงต่อยอดผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based) เพื่อลดของเหลือทิ้ง โดยบริษัทดำเนินกลยุทธ์ตามแนวคิดลำดับชั้นการจัดการของเสีย (Waste Hierarchy) ที่ประกอบด้วยการลดของเสียที่ก่อกำเนิด (Avoid/Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) การรีไซเคิล (Recycle) การแปรรูปนำกลับคืน (Recovery) และการกำจัด (Disposal)

โดยปัจจุบันอุทยานมิตรผลด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรีได้นำร่องศึกษาระบบการเก็บข้อมูลลักษณะของของเสีย (Waste Profile) ทั้งชนิด ปริมาณและวิธีจัดการของเสียตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลกำหนดแนวทางจัดการและลดของเสีย พร้อมพัฒนาระบบรีไซเคิลแบบปิด (Closed-loop Recycling) ร่วมกับพันธมิตร นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษาการรับรองข้อมูลปริมาณของเสียที่นำไปใช้ประโยชน์อื่นแทนการฝังกลบโดยหน่วยงานรับรองอิสระ เพื่อสร้างความโปร่งใสและยกระดับการบริหารจัดการของเสียให้สอดคล้องกับแนวทางด้านการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน

กลยุทธ์การบริหารจัดการของเสียตามแนวคิดลำดับขั้นของการจัดการของเสีย (Waste hierarchy)

การพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม

การอบรมระบบมาตรฐาน ISO14001 และ ISO 45001

มิตรผลจัดอบรมหลักสูตรระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) และระบบมาตรฐานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (ISO 45001) แก่หน่วยงานเป้าหมาย เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงการจัดการของเสีย เช่น ประเภทของถังขยะ การคัดแยกขยะ และการทิ้งขยะให้ถูกต้องตามประเภทที่กำหนด เป็นต้น และนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงานและในชีวิตจริง นอกจากนี้มิตรผลยังบรรลุการจัดทำระบบ Multi-site One Certification ของโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลเป็นผลสำเร็จ ซึ่งครอบคลุมการรับรองระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กร (ISO 14001) และระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (ISO 45001) โดยในอนาคตมีแผนที่จะขยายการรับรองไปยังโรงงานน้ำตาลมิตรผลเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิต่อไป

การจัดอบรมการลดของเสีย

มิตรผลจัดอบรมการลดของเสียให้แก่พนักงานโดยจัดให้มีเนื้อหาต่างกันตามบริบทของแต่ละโรงงาน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ครอบคลุมการคัดแยกขยะทั่วไป การรีไซเคิล การจัดการขยะอันตราย การคัดแยกขยะในสำนักงาน รวมถึงการใช้ของเสียจากการผลิตเป็นวัสดุปรับปรุงดิน โดยหลังการอบรมพนักงานจะนำความรู้ไปใช้ปฏิบัติจริง เช่น การคัดแยกขยะรีไซเคิลเพื่อนำไปขายต่อ การทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ การรวบรวมกล่อง UHT ไปบริจาคทำเป็นหลังคา เป็นต้น

การอบรมสร้างความตระหนักเพื่อการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

มิตรผลจัดอบรมภายในโรงงานเกี่ยวกับการบริหารน้ำใช้และการบำบัดน้ำทิ้ง ซึ่งครอบคลุมไปถึงมาตรการลดและควบคุมการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การนำน้ำที่ผ่านการบำบัดมาใช้รดน้ำต้นไม้ การปิดน้ำให้สนิททุกครั้ง การเลือกใช้และตรวจหารอยรั่วอุปกรณ์สุขภัณฑ์เพื่อช่วยประหยัดน้ำ เป็นต้น เพื่อให้พนักงานมีความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำและมีการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ พนักงานบางส่วนยังได้เข้าร่วมการอบรมภายนอกด้านการประเมินรอยเท้าน้ำ (Water Footprint) เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

การลงทุนด้านนวัตกรรมและการวิจัย
เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและลดของเสียอย่างยั่งยืน

มิตรผลยังมุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้ง ลดการกำจัดของเสียด้วยการฝังกลบด้วยการใช้นวัตกรรม ปัจจุบันมีโครงการที่สำคัญ ดังนี้

  • โครงการพัฒนาสูตรดินปลูกและสารปรับปรุงดินจากวัสดุเหลือใช้จากการผลิตน้ำตาล เช่น ใบอ้อย เศษทรายจากใบอ้อย เถ้าชานอ้อย และกากหม้อกรอง เป็นต้น เพื่อให้เหมาะสมกับพืชและสามารถนำไปจำหน่ายได้ โดยปัจจุบันมีการพัฒนาจนสามารถออกจำหน่ายและเป็นรายได้แก่บริษัทแล้วในบางพื้นที่ โดยสร้างรายได้จากการขายดินปลูกในปี พ.ศ. 2568 มูลค่ารวมกว่า 380,000 บาท
  • โครงการศึกษาการแปรรูปขี้เถ้าเหลือทิ้งจากโรงไฟฟ้า เพื่อนำมาทำเป็นอิฐปูพื้น ชุดโต๊ะเก้าอี้ และกระถางต้นไม้ นอกจากนี้ บริษัทยังนำขี้เถ้าไปทดสอบและพัฒนาเพื่อใช้เป็นสารปรับปรุงดิน เพื่อศึกษาศักยภาพของเถ้าชีวมวลที่เป็นของเสียเหลือใช้จากโรงไฟฟ้ามาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามแนวคิด ‘เปลี่ยนสิ่งไร้ค่า…ให้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า’ ของมิตรผล โดยปี พ.ศ. 2568 ได้ใช้ขี้เถ้ามาแปรรูปแล้วกว่า 1,000 ตัน

นโยบายที่เกี่ยวข้อง

นโยบายความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม