Mitr Phol Group Sustainability

Edit Template

ผู้มีส่วนได้เสีย : ผู้ถือหุ้น เกษตรกร พนักงาน คู่ค้า ชุมชน ลูกค้าและผู้บริโภค ภาครัฐและองค์กรภาคประชาสังคม

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ปริมาณและคุณภาพของวัตถุดิบทางการเกษตร การใช้น้ำและพลังงาน ต้นทุนการดำเนินงาน ตลอดจนความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ความถี่และความรุนแรงของเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกฎระเบียบและความคาดหวังของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทต้องเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความท้าทายดังกล่าว

มิตรผลได้จัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการกำหนดกลยุทธ์ เป้าหมายและแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร โดยบริษัทตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ.2573 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ.2593

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว มิตรผลมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานที่สนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสร้างความตระหนักรู้แก่บุคลากร เพื่อร่วมขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม

เส้นทางเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Pathway)

แนวทางการบริหารจัดการ

การจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรสู่การพัฒนา Platform

การจัดทำบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ของกลุ่มมิตรผล ดำเนินการโดยผู้ทำกิจกรรมทางธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันต้องมีการจัดเก็บข้อมูลจากกิจกรรมที่อยู่ในหลากหลายประเภทธุรกิจ ทำให้มีข้อมูลจำนวนมากจากหลากหลายหน่วยงาน ต้องใช้ระยะเวลาและกำลังคนในการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูล อีกทั้งยังมีโอกาสประสบกับปัญหาความถูกต้องในการประมวลผลและการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนั้นเพื่อสนับสนุนการจัดเก็บข้อมูลสำหรับการวางกลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเหมาะสม ด้านบริหารองค์กรเพื่อความยั่งยืนจึงร่วมกับด้าน Digital Transformation นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดเก็บและรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกขององค์กรให้มีความสะดวกต่อการใช้งานและสอดคล้องตามมาตรฐานของ อบก. หรือ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และมาตรฐานการทําบัญชีก๊าซเรือนกระจกระดับสากล (Greenhouse Gas Protocol) และสนับสนุนการวางแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 

โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาการพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดเก็บและการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบเต็มรูปแบบ เพื่อใช้ประโยชน์ในระยะยาว ซึ่งจะช่วยทำให้การเก็บข้อมูลมีความรวดเร็วและถูกต้องมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการก้าวสู่ความเป็นองค์กรคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon Neutral) ภายในปี พ.ศ.2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ.2593 โดยรายละเอียดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประจำปี พ.ศ.2568 มีดังนี้

การประเมินความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เพื่อสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ บริษัทได้ประเมินความเสี่ยงด้านกายภาพ (Physical Risks) ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) และโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยครอบคลุมพื้นที่การดำเนินธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการวิเคราะห์ตามฉากทัศน์ (Climate Scenario Analysis) เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจ

ผลการประเมินถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาการลงทุน การวางแผนเชิงกลยุทธ์ และการกำหนดแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้บริษัทได้เปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศตามมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้อง

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รายงานและการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD – IFRS S2 Report)

การประเมินผลกระทบทางสังคมและแนวทางดำเนินการเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero

บริษัทมีการจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในขณะเดียวกันก็ได้มีการประเมินผลกระทบทางสังคม รวมถึงร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้แผนงานและแนวทางการดำเนินการเกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี พ.ศ.2568 มีการดำเนินการที่สำคัญ ดังนี้
  • การสร้างความรู้ความเข้าใจในการประเมินและลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถองค์กรให้ตอบสนองต่อเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก องค์กรได้จัดให้มีการยกระดับความรู้และความเข้าใจอย่างสม่ำเสมอทุกปี ในการประเมิน การวัด และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนความเข้าใจถึงแนวทางการลดคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Pathway) ผ่านการอบรม การสื่อสารการประชาสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ เช่น อีเมล ป้ายประชาสัมพันธ์ และวารสารมิตรสัมพันธ์ เป็นต้น รวมถึงการทดลองลงมือทำโดยปี พ.ศ.2568 ได้จัดให้มีการอบรมแก่ผู้บริหารและพนักงานที่เกี่ยวข้องในธุรกิจน้ำตาล และพลังงาน เรื่องการจัดทำ Carbon Footprint of Product (CFP) จำนวน 201 คน เพื่อให้พนักงานทุกธุรกิจมีความเข้าใจเรื่องก๊าซเรือนกระจกและรับทราบเป้าหมายองค์กรร่วมกัน

    นอกจากนี้บริษัทในเครือยังได้เข้าร่วมการรับรองเครื่องหมายชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Organization) ครอบคลุม 3 พื้นที่ ได้แก่ อุทยานมิตรผลด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี อุทยานมิตรผลภูเขียว จ.ชัยภูมิ และโรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง จ.ขอนแก่น โดยต่อยอดจากโครงการนำร่องในอุทยานมิตรผลด่านช้าง ที่ได้ดำเนินการเมื่อปี พ.ศ.2565 เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกขององค์กร และการเตรียมความพร้อมของพนักงานให้มีความเข้าใจ พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านด้านคาร์บอนตามเป้าหมายในอนาคต

    ทัั้งนี้บริษัทยังส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน โดยทำงานร่วมกับคู่ค้าของมิตรผลอย่างใกล้ชิด พร้อมสนับสนุนความรู้และทักษะเพื่อการดำเนินการธุรกิจอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทานอีกด้วย

การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการคาร์บอนต่ำ

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก

จากความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ควบคู่กับการตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดและผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ กลุ่มมิตรผลได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และดำเนินการขอรับรองฉลากคาร์บอนประเภทต่าง ๆ จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองดังต่อไปนี้

โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย

ได้รับการรับรอง จำนวน 10 โครงการ
ในประเภทพลังงานหมุนเวียน หรือ พลังงานที่ใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล และได้รับคาร์บอนเครดิต ประมาณ 1,00,000 tCO2e/ปี

ใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน

ได้รับการรับรอง RECs ประมาณ 1,000,000 RECs /ปี

ปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหาร

ศูนย์นวัตกรรมและวิจัยมิตรผลได้พัฒนาปุ๋ยควบคุมการปลดปล่อยธาตุอาหาร หรือ Controlled Release Fertilizer (CRF) ที่มีคุณสมบัติในการยืดระยะเวลาการปลดปล่อยไนโตรเจนอย่างต่อเนื่อง ทำให้อ้อยได้รับสารอาหารเพียงพอตลอดระยะเวลาการปลูก โดยใช้ปุ๋ย CRF 50 กิโลกรัม เทียบเท่าการใช้ปุ๋ยสูตรปกติ 100 กิโลกรัม ช่วยลดการใช้ทรัพยากรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ผลิตภัณฑ์กลุ่มพลาสติกชีวภาพ

ธุรกิจ Bio-Materials ของกลุ่มมิตรผลได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติกชีวภาพชนิดย่อยสลายได้ทางชีวภาพ หรือ Compostable Compound ภายใต้แบรนด์ PlaneX และ CaneX จากวัตถุดิบชีวภาพจากพืชเกษตร เช่น มันสำปะหลังและอ้อย เพื่อเป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทดแทนพลาสติกจากฟอสซิล เป็นการตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน นอกจากนี้ยังสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอีกด้วย

การพัฒนาโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ

บริษัท แฟร์ แอนด์ ฟาสต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มมิตรผล ให้บริการด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรด้วยระบบดิจิทัล (Digital Logistics & Supply Chain Solutions) โดยมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการขนส่งและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

ในปี พ.ศ.2568 บริษัทดำเนินการขนส่งน้ำตาลดิบทางรางมากกว่า 21,700 ตัน ทดแทนการขนส่งทางถนนด้วยรถบรรทุก ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 650 tCO₂e นอกจากนี้บริษัทยังนำรถหัวลากไฟฟ้ามาใช้ในการขนส่งน้ำเชื่อมให้แก่ลูกค้า เป็นระยะทางรวมกว่า 80,000 กิโลเมตร ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 80 tCO₂e เมื่อเทียบกับการขนส่งด้วยรถบรรทุกแบบเดิม ทั้งนี้บริษัทมีแผนขยายการขนส่งทางรางและเพิ่มการใช้รถหัวลากไฟฟ้าในการขนส่งผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทานอีกด้วย

การวิจัยเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริษัทจึงดำเนินการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นหาแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร โดยในปี พ.ศ.2568 มีตัวอย่างงานวิจัยดังนี้

  • การวิจัยและพัฒนาสูตรปุ๋ยคาร์บอนต่ำและประสิทธิภาพของการใช้ปุ๋ย
    เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยยังคงประสิทธิภาพในการบำรุงดินและส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช พร้อมทั้งดำเนินการวิจัยเปรียบเทียบระหว่างการใช้ปุ๋ยแบบดั้งเดิมกับการให้ปุ๋ยตามค่าการวิเคราะห์ดิน เพื่อให้พืชได้รับปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสมและตรงตามความต้องการที่แท้จริง
  • การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีกล้อง Thermal IR เพื่อป้องกันการลุกไหม้
    กองเก็บชานอ้อยในปริมาณมากมีความเสี่ยงต่อการลุกไหม้เองตามธรรมชาติ ซึ่งสร้างความเสียหายและเกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยไม่จำเป็น มิตรผลจึงนำเทคโนโลยีกล้อง Thermal IR ผสานกับการบินสำรวจด้วยอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน มาใช้ตรวจวัดอุณหภูมิของชานอ้อยอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สามารถตรวจจับความผิดปกติได้อย่างรวดเร็วและบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

TCFD - IFRS S2 Report